วิธีการคำนวณ ราคาต้นทุนต่อแก้ว

Last updated: Nov 16, 2020  |  131 จำนวนผู้เข้าชม  |  CONTENT

วิธีการคำนวณ ราคาต้นทุนต่อแก้ว

วิธีการคำนวณ ต้นทุนต่อแก้ว 

ต้นทุนต่อแก้ว = ต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมด + ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (แก้ว ฝา หลอดฯ)
โดยหลักการคำนวณ ให้เริ่มจากคำนวณจากการหาต้นทุนวัตถุดิบแต่ละตัว
สูตรการคำนวณ คือ ราคาซื้อ x (ปริมาณที่ใช้ตามสูตรการชง / ปริมาณน้ำหนักต่อถุง) ตัวอย่างเช่น 

  เมล็ดกาแฟ NLCOFFEECLASSIC (เอสเพรสโซ่เบลนด์) 1000 กรัม ราคา 325 บาท = 1000 กรัม
ราคากิโลกรัมละ 325 บาท x (ชงกาแฟเย็น 18 กรัม / 1000 กรัม) = ต้นทุนเมล็ดกาแฟ 5.85 บาท : แก้ว
  นมข้นหวาน (2 กิโลกรัม) 1 ถุง ราคา 92 บาท = 1800 มล.
ราคา 92 บาท x (ใช้แก้วละ 30 มล. / 1800 มล.) = ต้นทุนนมข้นหวาน 1.53 บาท
  นมข้นจืด (405 กรัม) 1 กระป๋อง ราคา 20.50 บาท = 420 มล.
ราคา 20.50 บาท x (ใช้แก้วละ 30 มล. / 420 มล.) = ต้นทุนนมข้นจืด 1.46 บาท
  นมสดพาสเจอร์ไรส์ แกลลอน 2 ลิตร ราคา 91.75 บาท = 2000 มล.
ราคา 91.75 บาท x (ใช้แก้วละ 30 มล. / 2000 มล.) = ต้นทุนนมสด 1.40 บาท
  น้ำแข็ง 1 กระสอบ ใช้ได้ 50 แก้ว
ราคากระสอบละ 50 บาท / 50 = แก้วละ 1 บาท

ต้นทุนบรรจุภัณฑ์
แก้วกาแฟเย็นพลาสติก+ฝาโดมใส ชุดละ 3 บาท + หลอดหุ้มพลาสติก 0.2 บาท = 3.20 บาท
ฉะนั้น ต้นทุนเอสเพรสโซ่เย็น เมล็ดกาแฟ 5.85 บาท + นมข้นหวาน 1.53 บาท + นมข้นจืด 1.46 บาท + นมสด (60 มล.) 2.8 บาท + น้ำแข็ง 1 บาท #วมต้นทุนวัตถุดิบ 12.64 บาท
บรรจุภัณฑ์ 3.20 บาท =  ต้นทุนต่อแก้ว คือ 15.84 บาท นั่นเอง
โดยวิธีการคำนวณ โดยการแยกคำนวณวัตถุดิบแต่ละตัว เพื่อให้เราสามารถเข้าไปดูในรายละเอียด และตรวจสอบยอดที่สูญเสีย (Waste Cost) ได้ง่ายขึ้นด้วยนั่นเอง

หมายเหตุ : ราคาสินค้า อ้างอิงจากราคาซื้อยกลัง