LA PAVONI : EXPO2015 เครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่

คุณสมบัติสินค้า:

SKU : 307005

สินค้าล็อตใหม่ปี 2021

แบรนด์ : La pavoni

Share


LA PAVONI : Professional Wood Editon
THE LEGEND OF LA PAVONI SINCE 1905
รุ่น Expo2015 กำเนิดขึ้นในปี 2015 ในงาน Expo ที่มิลาน อิตาลี

ศูนย์จำหน่ายเครื่องชงกาแฟ La Pavoni  นำเข้าจากอิตาลี
บริษัทเป็นตัวแทนนำเข้าเครื่องชงกาแฟ La Pavoni อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 2012


ความเป็นมาของ Lever  Machine
     เครื่องชงกาแฟ รุ่น Europiccola ถือว่าเป็นเครื่องชงกาแฟรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ La Pavoni มีการพัฒนามาทั้งหมด 3 Generation  โดยรุ่นล่าสุดจะเรียกว่า รุ่น Post Milenium หรือรุ่นหลังปี 2005  โดยรุ่นล่าสุด กระบอกหัวชงจะใหญ่กว่าเดิมเพราะมีการเพิ่มพลาสติกทนความร้อนครอบเข้าไปด้านในเพื่อทำให้อุณหภูมิในการสกัดกาแฟคงที่มากยิ่งขึ้น และยังมีการเพิ่มตัวตัดอุณหภูมิที่ควบคุมความร้อนผ่านแรงดันไอน้ำ ทำให้ผู้ชำนาญสามารถเข้าไปปรับแรงดันไอน้ำเพื่อเพิ่มหรือลดความร้อนของน้ำกาแฟได้ 
และในปี 1976 -1977  เครื่องชงกาแฟขนาดหม้อต้ม 1.6 ลิตรก็ได้กำเนิดขึ้น มันมีชื่อว่า รุ่น Professional  โดยมันมีขนาดหม้อต้มที่ใหญ่ขึ้นเป็น 2 เท่า รองรับการชงกาแฟต่อเนื่องเพิ่มได้มากกว่าเดิม แรงสตีมไอน้ำก็แรงกว่าและยาวนานกว่าเดิม
ต่อมาในปี 2015 ทาง La Pavoni ก็ได้นำเสนอเครื่องชงกาแฟที่เป็นการผสมผสานเครื่องชงกาแฟ กลุ่ม Stadivari ที่หัวหม้อต้มเป็นทรงไข่ และฐานเครื่องทรงกลมมาเติมแต่งด้วยงานชุบโคลมเมี่ยมสีทอง กับตัวนก ทำให้ได้เครื่องชงกาแฟ รุ่นที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลาดังกล่าว นัั้นคือรุ่น EXPO2015 โดยจุดแตกต่างระหว่างรุ่น Profesional กับรุ่นนี้จะเป็นที่หัวชงของรุ่น Expo จะเป็นทรงไข่  เครื่อง Expo2015 นอกจากจะสวยงามแล้วตัวเครื่องชงยังแถมด้ามชงกาแฟ แบบ Bottomless สีทองมาให้เลยในกล่อง

ข้อมูลทางเทคนิค

ModelHeight (cm)Width (cm)Depth (cm)Weight (kg/lbs)Voltage (VAC)Standard Watts (W)Coffee Boiler (L)Steam Time (Min)
1 Group3220 295.5220-240V 
950 (220-240V) 
1.6 20


ส่วนประกอบต่างๆ

  • หม้อต้มกาแฟ ขนาด 1.6 ลิตร
  • ตัวทำความร้อน
  • ก้านสตีมฟองนม คาปูชิโน่ แบบ 3 รู พร้อมวาล์วเปิด/ปิด
  • หัวชงกาแฟ ขนาดด้าม 51 มม.
  • ระบบเซฟตี้ ป้องกันการระเบิด
  • ด้ามชงกาแฟพร้อมตะแกรงชงกาแฟ ขนาด 1 ช็อต และ 2 ช็อต

     
    เครื่องชงกาแฟ Pavoni ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยต่อผู้บริโภคโดยสถาบันรับรองของประเทศเยอรมัน


    อุปกรณ์ที่ได้มาในกล่อง (ตามรูป)
  •  อย่าพึ่งเสียบปลั๊กไฟ ให้ทำการเติมน้ำก่อน โดยหมุนวาล์วด้านเครื่องชงกาแฟ เพื่อเติมน้ำลงไป โดยควรเติมน้ำในปริมาณไม่เกิน เส้นกำกับปริมาณน้ำ (ตามรูป) ปิดวาล์วกลับที่เดิม
  • เสียบปลั๊กไฟพร้อมเปิดสวิตซ์ด้านข้าง โดยไฟจะติดขึ้นแสดงว่าเครื่องกำลังต้มน้ำให้ร้อนอยู่ โดยปกติจะใช้เวลาในการต้มน้ำ ประมาณ 4-6 นาที
  • เมื่อไฟดับลง เครื่องก็จะพร้อมใช้งานชงกาแฟได้ทันที โดยถ้าหม้อต้มขนาด 0.8 ลิตร จะรองรับการชงกาแฟต่อเนื่องได้ที่ประมาณ 6-8 แก้ว และถ้าเป็นหม้อต้มขนาด 1.6 ลิตร จะรองรับการชงกาแฟต่อเนื่องได้ 12-16 แก้ว
  • ปริมาณผงกาแฟที่ใช้ในการชงกาแฟ ในตะแกรง 1 ช็อตจะประมาณ 8 กรัม และ สำหรับ ตะแกรง 2 ช็อต จะใส่ได้ประมาณ 16-19 กรัม
  • การใส่ด้ามชงกาแฟจะใส่จากทางด้านหน้าตรงและบิดด้ามไปทางซ้ายมือ
  • การสกัดกาแฟ จะใช้วิธีการยกก้านชงกาแฟขึ้นด้านบน และรอสักพักเพื่อให้น้ำร้อนด้านเข้าไปที่หัวชงกาแฟ และทำการโยกก้านชงกาแฟลงมา น้ำกาแฟก็จะไหลลงไปในแก้วกาแฟ
  • ปริมาณน้ำกาแฟ ที่สกัดได้ต่อการโยก 1 ครั้งจะประมาณ 20-40 ซีซี
  • เครื่องสามารถสตีมฟองนมได้ทันทีไม่ต้องรอเปลี่ยนระบบการทำงาน โดยถ้าใส่น้ำเต็มปกติ สามารถสตีมฟองนมด้วยไอน้ำต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 10 นาที
  • ค่าแรงดันมาตรฐานของหม้อต้มที่เครื่องชงตั้งค่าปกติมาจะอยู่ที่ 0.7-0.8 บาร์ เพื่อรองรับรสชาติกาแฟเอสเพรสโซ่ที่เหมาะสมที่สุด


สิ่งที่ควรทราบ (เครื่องไม่ได้เหมาะกับทุกคน)

  • ต้องมีเครื่องบดกาแฟที่ดี  การจะชงกาแฟเอสเพรสโซ่ให้ได้จากเครื่องรุ่นนี้เครื่องบดกาแฟจะต้องบดกาแฟ ให้ละเอียดในระดับเอสเพรสโซ่เท่านั้น เครื่องบดมือส่วนใหญ่ทำไม่ได้ ต้องเป็นเครื่องบดมือสำหรับเอสเพรสโซ่เท่านั้น เครื่องบดไฟฟ้าแบบใบมีดก็ไม่สามารถบดละเอียดได้แบบที่เครื่องรุ่นนี้ต้องการดังนั้นควรมีเครื่องบดกาแฟที่ดี จึงจะดึงรสชาติออกจากกาแฟด้วยเครื่องชงกาแฟรุ่นได้
  • ความร้อน เครื่องชงกาแฟเป็นงานประกอบมือ และใช้วัสดุที่เป็นโลหะ ทำให้เวลาใช้งานตัวเครื่องจะร้อนมาก
  • ความละเอียดกาแฟ ด้วยแรงดันการสกัดที่เกิดจากแรงกด และขนาดด้ามชง 51 มม. ทำให้เนื้อผงกาแฟบด จะต้องละเอียดเป็นพิเศษกว่าเครื่องชงกาแฟ ที่ใช้ตามบ้านทั่วไป
  • ความเข้าใจ เครื่องชงกาแฟแม้เป็นเครื่องสำหรับใช้งานในบ้าน แต่ก็ต้องเข้าใจหลักการทำงานของเครื่องอย่างถูกต้องเพื่อให้สามารถใช้เครื่องชงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความต้องการ การชงกาแฟเอสเพรสโซ่ให้ได้รสชาติที่ดีที่สุดนั้นต้องเข้าใจไม่ใช่แค่ตัวเครื่องแต่ต้องเข้าใจเมล็ดกาแฟ และระดับการคั่วกาแฟด้วย โดยรสชาติกาแฟที่ได้จากเครื่องชงนั้นจะมีความพิเศษและแตกต่างกันอันด้วยเทคนิคในการโยกก้าน คือ เวลา และ แรงในการกด รวมถึงปริมาณผงกาแฟ ความละเอียด และปริมาณที่สกัด ล้วนส่งผลต่อรสชาติกาแฟทั้งสิ้น


คำเตือน

  • ระวังไอน้ำ เมื่อชงกาแฟต่อเนื่องและน้ำในหม้อต้มใกล้หมด การเติมน้ำลงไป จะต้องปิดสวิตซ์และทำการไล่ไอน้ำจากการสตีมออกจนหมดก่อน จึงทำการเปิดฝาหม้อต้ม อย่างไรก็ตามที่ฝาปิดวาล์วหม้อต้มจะมีรูสำหรับระบายไอน้ำ หากผู้ใช้งานลืมไล่ไอน้ำออกก่อน ไอน้ำจะรั่วผ่านรูเล็กๆที่วาล์วเปิดปิด
  • ระวังการถอดด้ามชง การถอดด้ามชงกาแฟหลังจากที่สกัดกาแฟเสร็จแล้ว ต้องค่อยๆ ถอดด้ามชงออกอย่างช้าๆ เพราะเครื่องชงจะมีแรงดันตกค้างที่หัวชงอยู่ ทำให้ถ้ารีบถอดด้ามอย่างรวดเร็วจะทำให้ แรงดันกระจายผงกาแฟเปื้อนได้


ความแตกต่างของรุ่น

Model รุ่นเครื่อง

Europiccola

Professional

Expo2015

Esprerto Abile

ขนาดหม้อต้ม (ลิตร)0.81.61.61.6
เกจแรงดันหม้อต้มไม่มีมีมีมี
วัสดุวาล์วปิดฝาพลาสติกดำไม้ไม้ไม้
วัสดุด้ามชงพลาสติกดำไม้ไม้ไม้
วัสดุที่จับต่างๆพลาสติกดำไม้ไม้ไม้
ชงต่อคาปูชิโน่มีมีมีมี
ฝาถาดน้ำทิ้งพลาสติกสแตนเลสสแตนเลสสแตนเลส
ด้ามชง 2 ช็อต1 อัน1 อัน1 อันสีทอง1 อันสีเงิน
ด้ามชง Bottomlessไม่มีไม่มี1 อันสีทอง1 อันสีเงิน
โลโก้นกไม่มีไม่มีนกสีทองนกสีเงิน
เกจแรงดันการสกัดไม่มีไม่มีไม่มีมี
แทมเปอร์โลหะไม่มีไม่มีไม่มีมี
สติ๊กเกอร์องศาไม่มีไม่มีไม่มีมี
ตะแกรงพิเศษ IMSไม่มีไม่มีไม่มีมี
ฐานด้านล่างดำดำดำแดง



คำถามที่พบบ่อยการแก้ปัญหาพื้นฐาน

  1. เครื่องชงกาแฟรุ่นไหนเหมาะสำหรับเรา
    ตอบ ถ้าชงกาแฟวันละ 1 -2 แก้ว แนะนำรุ่น Europiccola ถ้าอยากเน้นชงขายได้ด้วย แนะนำรุ่น Professional เพราะมีหม้อต้มที่ใหญ่กว่า ส่วนรุ่น Expo 2015 จะไม่ได้เป็นแค่เครื่องชงกาแฟแต่เป็นของเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้านด้วย ส่วนรุ่น Esperto Abile คือ เครื่องรุ่น Top ที่ให้ชุดแต่งมาพร้อมทั้งหมดแล้วไม่ต้องไปหาเพิ่มเติม

  2. เปิดเครื่องทั้งวันได้ไหม
    ตอบ เปิดได้แต่ไม่แนะนำ เครื่องชงสามารถเปิดทิ้งไว้ได้ทั้งวัน แต่ต้องเข้าใจเรื่องหลักของน้ำร้อน เมื่อเวลาเราต้มน้ำร้อนไปนานๆ น้ำร้อนจะรสชาติกระด้างขึ้นทำให้รสชาติกาแฟไม่ดีเท่าเดิม ดังนั้นถ้าชงกาแฟโดยเน้นคุณภาพควรเปิดเครื่องชงกาแฟเฉพาะตอนที่จะใช้งานเท่านั้น ระยะเวลาในการรอต้มน้ำครั้งแรกประมาณ 3-4 นาที แต่ถ้าน้ำอุ่นอยุ่จะใช้เวลา 2-3 นาที

  3. อะไหล่มีไหม
    ตอบ เครื่องทำงานโดยเป็นพื้นฐานแบบทาง Machanic มากกว่า Electronicทำให้ สามารถใช้งานได้นาน โดยเครื่องชงกาแฟ รุ่นที่เก่าในระดับ 50-60 ปีก่อน ก็ยังมีคนนำมาใช้งานอยู่ ณ ปัจจุบัน อะไหล่ส่วนใหญ่ที่เสียจะเป็นประเก็นยาง ซึ่งทางบริษัทฯ มีเซอร์วิส

  4. ซื้อเครื่องชงกาแฟแล้ว อุปกรณ์อื่นๆที่ควรมีไว้ใช้งานมีอะไรบ้าง
    ตอบ  เครื่องบดกาแฟ , ตราชั่งดิจิตอล ทรงเตี้ย , แทมเปอร์ 51 มม. , ฝาครอบโดสกาแฟ , ตัวเกลี่ยกาแฟ ,แท่นวางด้ามชง, ด้ามชง Bottomless, ชุดเกจวัดแรงดันการสกัด

  5. ใครไม่เหมาะสำหรับเครื่องชงกาแฟนี้
    ตอบ คนที่ต้องการชงกาแฟแบบง่ายๆ สะดวกสบาย , คนที่ทานกาแฟเย็นใส่นมข้นหวานเป็นหลัก

  6. ใครเหมาะสำหรับเครื่องชงกาแฟนี้
    ตอบ คนที่มีความหลงใหลในการชงกาแฟ  และรักการดื่มกาแฟเอสเพรสโซ่เป็นจิตใจ

  7. ตะแกรง 2 ช็อต ใส่กาแฟได้สูงสุดกี่กรัม และได้น้ำกาแฟสูงสุดกี่ซีซี
    ตอบ ใส่ได้สูงสุด 18 กรัม น้ำกาแฟ ที่เหมาะสมจะประมาณ 30 ซีซี แต่ขึ้นอยู่กับระดับการคั่วกาแฟด้วย กาแฟคั่วอ่อนจะได้น้ำกาแฟมากกว่ากาแฟคั่วเข้ม

เทคนิคขั้นสูง

ปริมาณน้ำกาแฟในการโยก
การโยกหัวชงขึ้นจะส่งให้น้ำร้อนที่หม้อต้มเดินทางเข้าสู่หัวชงกาแฟด้วยแรงดันประมาณ 0.7-1.2 บาร์ (แล้วแต่การตั้งค่า) เมื่อแรงดันที่หัวชงกาแฟมีระดับแรงดัน สูงเท่ากันกับแรงดันหม้อต้ม  เท่ากับว่าน้ำที่หัวชงกาแฟนั้นเต็มแล้ว  การโยกด้ามชงเพื่อส่งน้ำกาแฟที่หัวชงไปผ่านผงกาแฟในด้ามชงนั้นจะมีปริมาณน้ำประมาณ 45 -50 ซีซี โดยถ้าในด้ามชงกาแฟมีผงกาแฟอยู่ปริมาณน้ำกาแฟที่สกัดได้จริงจะไม่เท่ากับปริมาณน้ำที่หัวชงเพราะผงกาแฟได้ซับน้ำเอาไว้
จากการทดสอบ หากเราใส่กาแฟลงไปด้ามชงประมาณ 18 กรัม และเริ่มโยกก้านลง เมื่อน้ำหยดแรกออกจากก้านชง เราจะได้ปริมาณน้ำกาแฟประมาณ 28-30 ซีซี  แต่ถ้าเราให้น้ำกาแฟไหลลงมานิดหน่อยเราจะสามารถสกัดปริมาณน้ำกาแฟได้มากกว่านั้น หรือถ้าต้องการน้ำกาแฟมากกว่านั้นคือการ ลดปริมาณผงกาแฟลงไปอีกจาก 18 กรัม เหลือ 14-15 กรัม

เวลาในการโยกก้านขึ้นและพัก
เมื่อทำการยกก้านโยกขึ้นน้ำร้อนจากภายในหม้อต้มใช้เวลาเดินทางมาที่หัวชงกาแฟภายเวลา 5-8 วินาทีก็จะเต็มหัวหม้อต้ม ตอนนี้เราจะตัดสินใจว่าเราจะโยกก้านชงลงเมื่อไร โดยระยะเวลาที่นานจะเพิ่มความเข้มข้นให้กับกาแฟ แต่ถ้านานเกินไปจะทำให้กาแฟสกัดออกมาจนรสชาติกาแฟติดขมกระด้าง เราแนะนำว่าถ้าเน้นชงกาแฟเอสเพรสโซ่ร้อน และไม่อยากให้กาแฟขม ควรโยกก้านลงตั้งแต่วินาทีที่ 8-10 ถ้าต้องการเข้มขมก็อาจจะนานกว่านั้นเช่น 11-15 วินาที


รสชาติกาแฟที่ได้จากการโยก
- โยกเบาช่วงแรกและกดแรงขึ้นเรื่อยๆ  ผลลัพธ์จะทำให้กาแฟมีบอดี้(เข้มข้น) ที่สูง ความเปรี้ยวจะน้อย ความขมจะเยอะ
- โยกแรงไปหาเบา กาแฟจะบอดี้น้อยลง แต่รสชาติกาแฟจะชัดเจนมากขึ้น ความเปรี้ยวกาแฟจะมากขึ้น และเป็นมาตรฐานที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้ทานกาแฟในสไตล์นี้
- ใช้เวลาโยกนาน กาแฟจะเปรี้ยวน้อยลง ความเข้มข้นมากขึ้น ความขมมากขึ้น เหมาะสำหรับการชงกาแฟใส่นม
- ใช้เวลาโยกสั้น กาแฟจะมีรสชาติที่ชัด ความเปรี้ยวก็จะชัด กลิ่นก็จะชัด

กาแฟคั่วอ่อน
- กาแฟสกัดได้ยาก การโยกก้านขึ้นและรอควรจะนานกว่ากาแฟคั่วเข้ม เพราะเราต้องการให้น้ำร้อนซึมเข้าไปในกาแฟเพื่อสกัดรสชาติออกมาได้มากกว่า
- ผงกาแฟที่บดออกจากเครื่องบดในกาแฟคั่วอ่อนจะมีความละเอียดมากกว่ากาแฟคั่วเข้ม เพราะมีช่องว่างภายในเมล็ดน้อยกว่า ทำให้เบอร์บดของกาแฟคั่วอ่อนจะตั้งไว้ละเอียดกว่ากาแฟคั่วเข้ม

แรงดันค่าโรงงานตั้งค่า 0.7-0.9 บาร์
เป็นค่าที่ทำให้เราชงกาแฟ เอสเพรสโซ่ได้รสชาติดีเยี่ยม แต่ก็แรกมาด้วยความร้อนที่ต่ำกว่า คือ อุณหภูมิน้ำร้อนในหม้อต้มจะอยู่ที่ประมาณ  115-117 องศา สกัดกาแฟที่อุณหภูมิ ค่าเฉลี่ย 88-92 องศา 

แรงดันที่เหมาะสำหรับคนชอบทานกาแฟใส่นม
แรงดันที่เหมาะสมควรอยุ่ที่ 1.0-1.2 บาร์ ยิ่งสูงน้ำกาแฟก็จะยิ่งร้อน แรงสตีมก็จะแรงและแห้งไม่มีน้ำปนออกมา รสชาติกาแฟใส่นมจะมีรสชาติที่ดีเยี่ยม